รวม 10 โน้ตเพลงพระราชนิพนธ์คุ้นหู ของในหลวง รัชกาลที่ ๙

รวมโน้ตเพลงพร้อมประวัติเพลงพระราชนิพนธ์

ด้วยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระอัจฉริยภาพในเรื่องของการดนตรี และได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลงเอาไว้มากมาย วันนี้  Nackna ขอยก  10  บทเพลงพระราชนิพนธ์ที่คุ้นหูคนไทยเป็นอย่างดี มาเล่าถึงประวัติพร้อมโน้ตเพลง เผื่อว่าสาวๆ หรือคนอ่านสนใจจะนำไปเล่นนะคะ

 

27_26_36c954a937ec436nesyaahoo.files.wordpress.com

p18au0qthdgnv13ltbkkfvpqn3
music.truelife.com

1. เพลงแสงเทียน

เป็นเพลงแรกที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระราชนิพนธ์ เมื่อเดือนเมษายน 2489 ขณะที่ทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระอนุชิราช เป็นเพลงในจังหวะบลูส์ และได้โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริทรงประพันธ์คำร้องภาษาไทย แต่เนื่องจากมีพระราชประสงค์ที่จะทรงแก้ไขให้ดีขึ้นกว่าเดิม จึงยังไม่โปรดเกล้าฯ ให้นำออกบรรเลง ซึ่งศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ประเสริฐ ณ นคร เล่าว่า “สมเด็จพระอนุชาฯ (พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช) ตรัสว่า เพลง “แสงเทียน” นี่เศร้าเกินไปในตอนท้ายๆ คล้ายๆ ว่า ‘ทนทรมานมามากแล้วจะกราบลา’ ท่านจักรพันธ์ฯ ก็กราบบังคมทูลว่าเนื่องจากเป็นเพลงบลูส์ เพลงบลูส์ของอเมริกันนิโกรก็เศร้าๆ อย่างนี้ แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า ถึงแม้จะเศร้าก็จริง แต่ตอนท้ายของเพลงนั้นเขาต้องมีปรัชญาชีวิต ว่าจะต่อสู้ต่อไป ยังมีความหวังอยู่” 
เพลงพระราชนิพนธ์ “แสงเทียน” ออกบรรเลงช้ากว่าเพลงที่สองและสาม คือ เพลงพระราชนิพนธ์“ยามเย็น” และ “สายฝน” ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้วงสุนทราภรณ์นำเพลงพระราชนิพนธ์ “แสงเทียน” ออกบรรเลง มีนายเอื้อ สุนทรสนาน เป็นผู้ขับร้อง และในพ.ศ. 2496 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ รองศาสตราจารย์สดใส พันธุมโกมล ประพันธ์คำร้องเป็นภาษาอังกฤษ

01_candle_light_blues_th

 

2. เพลงสายฝน

เป็นเพลงพระราชนิพนธ์เพลงที่ 3 ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2489 ขณะที่ยังทรงเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช โดยได้โปรดเกล้าฯ ให้นำออกบรรเลงเป็นเพลงที่ 2 ต่อจากเพลง พระราชนิพนธ์ “ยามเย็น” ทั้งนี้ได้โปรดเกล้าฯให้ศาสตราจารย์ท่านผู้หญิงนพคุณ ทองใหญ่ฯ ประพันธ์คำร้องภาษาอังกฤษ เพลงพระราชนิพนธ์ “สายฝน” นี้ เป็นเพลงจังหวะวอลทซ์มีลีลานุ่มนวล และอาจกล่าวได้ว่าเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ที่พสกนิกรชื่นชอบมากที่สุดเพลงหนึ่ง เมื่อวันพุธที่ 16 ธันวาคม 2524 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสกับคณะกรรมการของสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทยถึงที่มาของเพลง ซึ่งเป็น “ความลับ” ในการพระราชนิพนธ์เพลงนี้ว่า
“…คืนวันนั้นที่แต่งเพลงเพราะว่าเข้านอนแล้วฟังวิทยุ มันเกิดครึ้มใจก็ปิดวิทยุแล้วเอาเศษกระดาษมาขีดๆแล้วก็จดไว้…แล้ววันรุ่งขึ้นก็ไปเคาะที่เปียโนซึ่งมีเปียโนหลังหนึ่งที่โปเกเสียงก๊องๆแก๊งๆ ไม่ได้เรื่อง แต่ก็เคาะไป แล้วก็เรียบเรียงไปสัก 2 ชั่วโมงส่งไปให้ ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ บอกว่าได้เพลงแล้ว… ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริก็ส่งไปให้ครูเอื้อ ครูเอื้อก็เรียบเรียง วันรุ่งขึ้นออกสวนอัมพรแล้ว” 

“ความลับของเพลง ‘สายฝน’ นั้นมีอยู่อย่างหนึ่ง คือ เขียนไป 4 ช่วง…ช่วงที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 เสร็จแล้วเอาช่วงที่ 3 มาแลกกับช่วงที่ 2 กลับไปทำให้เพลงนี้มีลีลาต่างกันไป ก็รู้สึกว่าดี ทีแรกก็เป็น 1,2,3,4 มาตอนนี้ก็เลยกลายเป็นอยู่อย่างปัจจุบันนี้…”
 
จากพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่คณะกรรมการโครงการ “ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์” ในพระบรมราชวโรกาสที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯถวายเงินเพื่อทรงใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย ณ ศาลาดุสิดาลัย เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2542 ทรงเล่าถึงความปีติยินดี ในฐานะของผู้ทรงพระราชนิพนธ์เพลงเมื่อทรงทราบว่าเพลงนั้นๆ เป็นที่นิยมชมชอบอย่างมากในหมู่ผู้ฟังว่า

“…ครั้งโน้น เสด็จในกรมชัยนาทฯ ท่านไปด้วยในงานของสมาคมเลี้ยงไก่ท่านหันมาพยักหน้า บอกว่าดี เราก็ปลื้มใจ คือเพลง “สายฝน” เป็นที่พอพระทัยของเสด็จในกรมชัยนาทฯ ก็เลยทำให้ปลื้มใจ เพราะว่าเสด็จในกรมชัยนาทฯนี้ท่านเป็นญาติผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นลุงองค์เดียวที่เหลือมาตอนหลังและที่สนิทสนมเพราะเสด็จในกรมชัยนาทฯ ท่านเป็นลูกเลี้ยงของสมเด็จพระพันวัสสาฯเมื่อท่านประสูติพระมารดาก็สิ้นไป สมเด็จพระพันวัสสาฯ ก็มาเลี้ยงตั้งแต่แบเบาะ สมเด็จพระพันวัสสาฯ ถือว่าเสด็จในกรมชัยนาทฯ นี้เป็นเหมือนลูกของท่านแท้ๆจึงสนิทสนม และเมื่อไปที่ไหนท่านก็ไปด้วย ต่อมาท่านได้เป็นผู้สำเร็จราชการท่านนับว่ามีพระคุณอย่างยิ่ง แล้วก็ทราบว่า เสด็จในกรมชัยนาทฯ นี้ท่านโปรดดนตรีแต่ท่านไม่โปรดดนตรีอย่างที่เขียนหรือที่เล่น ท่านโปรดดนตรีคลาสสิค…ดนตรีพวกโอเปร่า เมื่อท่านหันมาพยักหน้าว่าดี ก็ปลื้มใจมาก พูดถึงเพลง ‘สายฝน’ นี้เป็นเพลงที่มีความภูมิใจมากเพราะว่าท่านหันมาพยักหน้าว่าดี” 

นอกจากนั้น ก็คงทราบเรื่องที่ หม่อมเจ้าจักรพันธ์คือพระองค์เจ้าจักรพันธ์ฯ ท่านเล่าให้ฟังว่า เมื่อท่านไปเชียงใหม่ ครั้งนั้นประมาณ 6 เดือน หลังจากที่เพลง ‘สายฝน’ ได้ออกมา ท่านเดินไปตามทาง เข้าไปในถนนเล็กๆเป็นตรอก ท่านได้ยินคนผิวปากทำนองเพลง ‘สายฝน’ ท่านก็เดินเข้าไปไปถึงเสียงของเพลงนั้นที่คนผิวปากปรากฏว่าเป็นชาวจีนที่กำลังซักผ้าอยู่และผิวปากเพลง ‘สายฝน’ อันนี้ท่านเล่าให้ฟังว่า เลยทำให้ปลื้มใจอีกอย่างหนึ่งว่าเพลง ‘สายฝน’ นี้ทุกคนชอบแล้วก็จำทำนองได้ ก็หมายความว่าเป็นเพลงที่ใช้ได้ ต่อมาเมื่อกลับมาจากสวิสมาที่เมืองไทยนี่ มีงานที่วังสระปทุม เสด็จในกรมชัยนาทฯท่านก็อยู่ว่า วงดนตรีเล่นเพลง ‘สายฝน’ ท่านก็มาพูดอีกทีว่าเพลงนี้ไม่แพ้เพลงสรรเสริญพระบารมี คือไปที่ไหนก็มีเพลงนี้ท่านก็รู้สึกปลื้มใจ เราก็ยิ่งปลื้มใจว่าท่านเห็นด้วยและเป็นเพลงที่ออกมาจากฝีมือของเราเอง ถือว่าเพลงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะว่าทุกคนผู้สำเร็จราชการก็โปรด ผู้ซักผ้าก็ชอบ ก็หมายความว่าเป็นชัยชนะอย่างสูงที่ได้ผลิตเพลงอย่างนี้…”

คำร้องภาษาไทยของเพลงพระราชนิพนธ์“สายฝน”มีจุดเริ่มมาจากหม่อมวิภา (วิภา เก่งระดมยิง 
อดีตหม่อมในพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ)โดยในขณะที่พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริทรงประพันธ์คำร้องในตำหนักที่ใกล้ประตูมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เผอิญฝนเกิดตกลงมาหม่อมวิภาเดินไปปิดหน้าต่าง มองเห็นฝนกำลังตกจึงเดินกลับมาพร้อมด้วยคำอุทานจากแรงบันดาลใจว่า “สาดเป็นสายพรายพลิ้วทิวทุ่ง”

เพลงพระราชนิพนธ์เพลงนี้ วงดนตรี N.Q. Tonkunstler Orchestra ได้อัญเชิญไปบรรเลง ณ Concert Hall กรุง Vienna เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2507 และสถานีวิทยุกระจายเสียงของรัฐบาลออสเตรียได้ส่งกระจายเสียงเพลงนี้พร้อมเสนอข่าวไปทั่วประเทศอีกด้วย
 

03_falling_rain_th

3. เพลงใกล้รุ่ง


เป็นเพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ในขณะที่ทรงเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราชโดยพระราชทานทำนองให้ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ประเสริฐ ณ นครอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำไปประพันธ์คำร้องภาษาไทยโดยมิได้ทรงกำหนดพระราชประสงค์ ซึ่ง ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ประเสริฐได้ให้สัมภาษณ์ว่าแรงบันดาลใจของเนื้อเพลงนี้มาจากเสียงไก่ขันที่ได้ยินจากข้างบ้าน “บ้านที่อยู่นั้น คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจท่านก็ต้องการจะส่งเสริมการเลี้ยงไก่ เพื่อให้ไก่ที่อยู่ในกรงสามารถไข่ได้มากแล้วก็ให้อาหารเต็มที่ ตื่นเช้ามาไก่ขันกันเต็มไปหมดเลยก็ได้แรงบันดาลใจจากอันนั้น”

เพลงพระราชนิพนธ์ “ใกล้รุ่ง” เป็นเพลงที่ศ.ดร.ประเสริฐกล่าวว่ามีเสียงไมเนอร์ครึ่งเสียง คือเสียง “แต่” ในวรรคที่มีคำร้องว่า “ได้ยินเสียงแว่วดังแผ่วมาแต่ไกลไกล” ซึ่งคนไทยยังไม่เคยชิน แต่ในที่สุดก็ยอมรับและเป็นที่นิยมในโอกาสต่อๆมา นอกจากนี้ยังเป็นเพลงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงนำลูกล้อลูกรับของดนตรีไทยมาใส่ไว้ในทำนองด้วย ศ.ดร.ประเสริฐเล่าว่าได้ใช้เวลาแต่งเนื้อร้องเพียง 1 ชั่วโมงแต่ด้วยความไม่ชำนาญในโน้ตสากล จึงแต่งในลักษณะ “จบเพลงวรรคหนึ่งก็ประพันธ์เนื้อไปวรรคหนึ่งพอจบตอนที่สามไม่ทราบว่าที่มีจุด 2 จุดท้ายโน้ตเพลงหมายความว่าให้บรรเลงย้อนต้นและต้องแต่งท่อนที่สี่อีกจึงลงท้ายเพลงว่า “โอ้ในยามนี้เพลินหนักหนาแสงทองนวลผ่องนภา แสนเพลินอุราเหลือลืม” เมื่อจบท่อนที่ 3 ต่อมาเมื่อพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริทรงอธิบายให้ทราบว่าจะต้องแต่งท่อนที่ 4 เพิ่มเติมอีก จึงได้เพิ่ม “หมู่มวลวิหคบินผกมาแต่รังนอน เฝ้าเชยชิดช้อนลิ้มชมบัวบาน” ส่วนตอนที่ว่า “ฟังเสียงบรรเลง ดังเพลงขับขาน สอดคล้องกังวาน ซาบซ่านจับใจ” พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงกรุณาเพิ่มเติมให้”

เพลงพระราชนิพนธ์“ ใกล้รุ่ง” นี้ โปรดเกล้าฯให้นำออกบรรเลงครั้งแรกทางวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ สำหรับคำร้องภาษาอังกฤษ โปรดเกล้าฯให้ศาสตราจารย์ ท่านผู้หญิงนพคุณ ทองใหญ่ฯ แต่งขึ้นภายหลัง โดยพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงช่วยแก้ไขให้ด้วย
 

04_near_dawn_th

4. เพลงชะตาชีวิต

เป็นเพลงบลูส์ ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์ขณะที่เสด็จฯทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์หลังเสวยราชสมบัติแล้วเป็นเพลงที่มีทำนองเรียบง่าย อาศัยการดำเนินเสียงประสานของคอร์ดบลูส์ จำนวน 12 ห้องเรียกว่า blues progession เป็นหลักทรงพระราชนิพนธ์ทำนองแล้วโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงประพันธ์คำร้องภาษาอังกฤษโดยใช้ชื่อว่า “H.M. Blues” ซึ่งคนส่วนใหญ่คิดว่าคงจะหมายถึง His Majesty’s Blues แต่แท้จริงหมายถึง Hungry Men’s Blues เพราะเหตุว่าในงานรื่นเริงที่ทรงเชิญข้าราชบริพาร นักเรียนไทยไปร่วมงานเป็นการส่วนพระองค์นั้นทรงบรรเลงเพลงเป็นเวลาครึ่งคืนโดยมิได้ทรงหยุดเพื่อเสวยพระกระยาหารเลยในขณะที่ผู้ได้รับเชิญทุกคนได้รับพระราชทานอาหารอิ่มหนำสำราญ คำร้องภาษาไทยซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้ ศ.ดร.ประเสริฐ ประพันธ์นั้นศ.ดร.ประเสริฐเล่าว่าด้วยเหตุที่โน้ตเพลงและคำร้องภาษาอังกฤษอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์คำร้องภาษาไทยจึงมีความหมายคนละแบบต่างกันไปอย่างมากแต่ก็มีหลักให้เนื้อร้องเพลงบลูส์เป็นไป 

ตามพระราชประสงค์คือตอนท้ายต้องสะท้อนปรัชญาชีวิตที่ให้มีความหวังอยู่ด้วย “เป็นเพลงบลูส์นี่ ก็ให้มันเป็นเพลงเศร้าแต่ว่าในตอนท้ายก็ต้องให้เป็นว่า ‘สักวันบุญมา ชะตาคงดี’ อะไรประเภทนี้ให้ต้องกับพระราชประสงค์” การประพันธ์คำร้องในตอนต้น ผู้ประพันธ์เข้าใจผิดว่าโน้ตครึ่งเสียงหรือเสียง Minor ควรจะแต่งเนื้อด้วยคำตาย เช่น “หากเย็นลงฟ้าคงยิ่งมืดยิ่งมัวมิด” แต่ภายหลังได้รับคำชี้แจงจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริและทรงช่วยปรับปรุงแก้ไข คำร้องจึงไพเราะเพราะพริ้งขึ้น เพลงพระราชนิพนธ์ “H.M. Blues” นี้เป็นเพลงหนึ่งที่ Carnegie Hall Jazz Bandประเทศสหรัฐอเมริกาได้อัญเชิญไปบรรเลงเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2538
 

05_h-m-blues_th

5. เพลงพรปีใหม่

ในโอกาสส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ระหว่างพ.ศ. 2494 – 2495 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชประสงค์จะพระราชทานพรปีใหม่ให้แก่พสกนิกรของพระองค์เป็นบทเพลงจึงพระราชทานเพลงที่ทรงแต่งร่วมกับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ซึ่งทรงแต่งไว้นานมาแล้วดังจะเห็นได้จากกระแสพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่พระราชทานแก่คณะกรรมการโครงการ “ ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์” เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2542 มีใจความว่า “…เพลง ‘พรปีใหม่’ คนก็ว่าแต่งในวันปีใหม่นั่นเอง หรือวันก่อนวันปีใหม่แท้จริงแต่มานานแล้ว แต่งมานานก่อนที่จะออกปีใหม่เป็นปีหรือสองปี ตอนนั้นไม่สบายคืออยู่ที่เมืองนอก ไปมีอุบัติเหตุ แล้วหมอก็บอกว่าห้ามเล่นแซ็กโซโฟนแต่ว่าท่านจักรพันธ์อยู่ด้วย เมื่อท่านอยู่ด้วยก็ให้ท่านเป่า ให้ท่านเป่าแซ็กโซโฟนท่านก็เป่ามีเสียงออกมาได้ เมื่อท่านเป่าท่านก็ไม่รู้ว่านิ้วจะวางอย่างไรลงท้ายก็เอานิ้วของเราใส่บนแซ็กโซโฟน แล้วท่านก็เป่า ก็เล่นได้ลงท้ายท่านก็เรียงไปมา ท่านก็เล่นแซ็กโซโฟนได้ เมื่อเล่นแซ็กโซโฟนได้และเมื่อหมออนุญาตให้เป่าแซ็กโซโฟน ก็เลยเริ่มเล่นเป็นเพลงที่แต่งเอาเองคนหนึ่งเล่นส่วนหลัก แล้วอีกคนก็เล่นต่อ สลับกันไปอย่างนี้ แล้วจดเอาไว้เมื่อจดเอาไว้แล้ว ก็นับว่าเป็นเพลงขึ้นมา มาถึงปลายปี ก็เลยนึกว่าเอ๊ะ…เราแต่งเพลงสำหรับให้พรปีใหม่ ก็แต่งเอาอันนี้ที่แต่งไว้แล้วซึ่งเป็นเพลงที่มีคนแต่งสองคน ไม่รู้ว่าเป็นเพลงก็มาปรับปรุงให้เป็นเพลงได้และเมื่อจดเป็นเพลงแล้ว ก็ให้วงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ไปออกในวันปีใหม่ไม่ใช่ว่าเพลงนี้แต่งตั้งแต่วันนั้นแต่งมาก่อนแล้วก็แต่งแบบทุลักทุเลแบบนี้…” เพลงพระราชนิพนธ์นี้ได้นำออกมาบรรเลงทางสถานีวิทยุ อ.ส. ในโอกาสต่อมาและเป็นที่นิยมบรรเลงในโอกาสปีใหม่เรื่อยมาทุกปีจนถึงปัจจุบัน

13_new_year_geetings_th

 

6. เพลงแสงเดือน

เป็นเพลงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อเสด็จกลับฯมาประทับในประเทศไทยเป็นการถาวรแล้ว โปรดเกล้าฯให้พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงประพันธ์คำร้องทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษและโปรดเกล้าฯให้อัญเชิญไปประกอบการแสดงระบำบัลเล่ต์ซึ่งฝึกซ้อมโดยคุณหญิงเจเนเวียฟ เดมอนในงานพระราชกุศล ณ เวทีลีลาศสวนอัมพร

27_magic_beams_th

7. เพลงลมหนาว

เป็นเพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ภายหลังเสด็จฯนิวัตพระนครฯ เป็นการถาวรแล้วโดยโปรดเกล้าฯพระราชทานเพลงนี้แก่สมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษเพื่ออัญเชิญไปบรรเลงในงานประจำปีทั้งนี้โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงประพันธ์คำร้องภาษาอังกฤษ และท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยาประพันธ์คำร้องภาษาไทย เพลง “ลมหนาว” นี้นับว่าเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงเพลงหนึ่ง
 

19_love_in_spring_th


8. เพลงไกลกังวล

เป็นเพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์เพื่อโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเพลงประจำวงดนตรี อ.ส.วันศุกร์ โดยจะบรรเลงเป็นเพลงสุดท้ายทุกครั้งที่เลิกเล่นดนตรี ผู้ที่โปรดเกล้าฯให้ประพันธ์คำร้องภาษาอังกฤษ คือ อดีตสมาชิกวุฒิสภาของประเทศฟิลิปปินส์ Mr. Raul Manglapus ส่วนคำร้องภาษาไทยที่มีชื่อว่าเพลง “ไกลกังวล” นั้นผู้ประพันธ์คำร้องคือนายวิชัย โกกิละกนิฐ
 

26_when_th


9. เพลงเราสู้

เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ที่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองจากคำร้องเป็นเพลงที่ 2 ต่อจากเพลงพระราชนิพนธ์ “ความฝันอันสูงสุด”และคำร้องนี้ คือพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่สมาชิกสภานิติบัญญัติและคณะรัฐมนตรี ประกอบด้วยข้าราชการ พลเรือน ทหาร ตำรวจซึ่งได้จัดแข่งขันฟุตบอลการกุศล และเข้าเฝ้าฯ ณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ต่อมานายสมภพ จันทรประภา ได้ขอพระราชทานพระราชดำรัสนี้มาประพันธ์เป็นกลอนถวาย และได้พระราชทานให้เป็นของขวัญปีใหม่ แก่ทหารอาสาสมัครและตำรวจชายแดน ตอนที่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเสร็จใหม่ๆ ได้พระราชทานให้ ม.ล.อัศนี ปราโมชเรียบเรียงและโปรดเกล้าฯ ให้วงดนตรี อ.ส.วันศุกร์ บรรเลงก่อน ภายหลังจากที่ วงอ.ส.วันศุกร์ได้เล่นเพลงนี้แล้วได้ทรงนำกลับไปแก้ไขและเรียบเรียงขึ้นใหม่ก่อนจะพระราชทานออกมาใหม่ เพลงรุ่นหลังๆนี้มีพระราชประสงค์ให้นักดนตรีทุกคนมีส่วนเข้ามาช่วยกันแสดงความคิดเห็นปรับปรุงแก้ไขทำนองมีพระราชดำรัสว่า การแต่งแบบนี้เรียกว่า“การแต่งแบบสหกรณ์” เกร็ดการพระราชนิพนธ์เพลงนี้ นายแมนรัตน์เล่าว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นเสมือนนักประพันธ์เพลงหรือปราชญ์ของโลก คือทรงแต่งสดๆ เมื่อทรงเกิดแรงบันดาลพระราชหฤทัยขึ้นมา เช่นเพลงพระราชนิพนธ์ “เราสู้” ทรงเขียนเส้นโน้ตห้าเส้นบนซองจดหมายแล้วทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเพลงออกมาโดยฉับพลัน”
 

44_rao_su

 

10. เพลงยามเย็น

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำรัสกับคณะกรรมการของสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทยในโอกาสเข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเงินเพื่อสมทบทุน “โครงการพัฒนาตามพระราชประสงค์” ณ ศาลาดุสิดาลัย เมื่อวันพุธที่ 16 ธันวาคม 2524 ว่า “เพลง ‘ยามเย็น’ เพลงที่สองนั้นนะ เป็นเพลงพี่ของเพลง ‘สายฝน’ แก่เดือนไป 1 เดือน เขาเกิดเดือนเมษายน (2489)” ทรงพระราชนิพนธ์เพลง“ยามเย็น”ตั้งแต่ยังทรงเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช และโปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงประพันธ์คำร้องภาษาไทยและศาสตราจารย์ท่านผู้หญิงนพคุณ ทองใหญ่ ณ อยุธยา ประพันธ์คำร้องภาษาอังกฤษ เพลงพระราชนิพนธ์“ยามเย็น” เป็นเพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรกที่พระราชทานให้นำออกบรรเลงในงานของสมาคมป้องกันวัณโรคเป็นเพลงในจังหวะฟ็อกซ์ทร็อต เหมาะสำหรับการเต้นรำของคนไทยในสมัยนั้นจึงเป็นที่ประทับใจพสกนิกรมาก และกลายเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมทันทีแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำรัสว่า

“เพลง ‘ยามเย็น’ นี้เป็นที่รู้จัก แต่ไม่โด่งดังเหมือน ‘สายฝน’ "

%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b9%87%e0%b8%99

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพประกอบโน้ตเพลงจาก supremeartist.org

นอกจากประวัติเพลงพระราชนิพนธ์ที่ Nackna คัดมา  10 บทเพลงแล้ว ยังมีศิลปินชื่อดังหลายท่าน ได้ลงมือบรรเลงเพลงดังกล่าวเอาไว้เช่นกันค่ะ


เพลงใกล้รุ่ง บรรเลงโดย โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ 

screen-shot-2016-10-17-at-3-33-13-pm

https://www.youtube.com/watch?v=_aIktrfwr0Q
 

เพลงแสงเดือน บรรเลงโดย เบิร์ด เอกชัย นักกีตาร์คลาสสิกระดับโลก


screen-shot-2016-10-17-at-3-35-18-pm
https://www.youtube.com/watch?v=zZnaJXXV2gc

 

Shares
Shares

Nackna