รวมรายชื่อผักในโครงการหลวง อร่อย สด ประโยชน์ครบถ้วน

ผักในโครงการหลวง ของ ในหลวง รัชกาลที่ ๙

นอกจากพรรณไม้งามนานับชนิดแล้ว ในโครงการหลวงของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือ ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ของเรา ยังมีผักที่อุดมไปด้วยความสด ความอร่อย และ ประโยชน์ อย่างครบถ้วนครบครัน ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์

วันนี้ Nackna จึงขอยก รายชื่อผักในโครงการหลวง พร้อมคำอธิบายโดยย่อมาให้สาวๆ ทำความรู้จักกันค่ะ ต้องขอขอบคุณที่มาของข้อมูลและรูปภาพจาก http://thairoyalprojecttour.com ค่ะ
 

1.โหระพาฝรั่ง (SWEET BASIL)

sweet-basil

สำหรับโหระพาของฝรั่งมีกลิ่นรสแตกต่างจากโหระพาไทยบ้าง แต่สรรพคุณคล้ายกันคือ ใช้ปรุงอาหารได้โดยทั่วๆ ไป ไม่ว่าจะเป็นเนื้อปลา ไก่ ซุป หรือสลัดโหระพาฝรั่งช่วยรักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และแก้อาการคลื่นเหียน เวียนศรีษะ ในสมัยโบราณเชื่อกันว่าเป็นยาบำรุงทางเพศเสียอีกด้วย กินมากๆ จะมีลูกได้ง่าย

2.แตงกวาญี่ปุ่น (CUCUMBER)

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

แตกต่างจากแตงกวาตามท้องตลาดที่ผลยาว เนื้อแน่น เมล็ดเล็ก น้ำน้อย และรสชาติหวานกว่า สามารถรับประทานสด และนำมาประกอบอาหารประเภทต่างๆ ได้เช่นเดียวกับแตงกวาทั่วไป

3.เห็ดหอม (MUCHROOM) 

mushroom1

คนจีนใช้เป็นเห็ดอายุวัฒนะ รักษาโรคหวัด ทำให้เลือดลมดี แก้โรคหัวใจ ป้องกันการเติบโตของเนื้อร้าย ต้านพิษงู ป้องกันโรคเลือด โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคมะเร็ง โรคร้ายจากเชื้อไวรัส เห็ดหอมมีกรดอะมิโนชื่อ eritadenin ช่วยให้ไตย่อยโคเลสเตอรอลได้ดี มีสารเลนติแนน (Lentinan) ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ ในระบบภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพ ในการต่อสู้กับเซลล์เนื้องอก

4.เซเลอรี่ (Celery) 

Vegetable, celery
Vegetable, celery

เซเลอรี่จัดเป็นพืชสมุนไพรมีกลิ่นหอม มีถิ่นกำเนิดในแถบเมดิเตอร์เรเนียนบริเวณทางตอนใต้ของทวีปยุโรปและทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา เซเลอรี่เป็นพืชล้มลุกสองฤดู แต่นิยมปลูกเป็นพืชฤดูเดียว เจริญได้ดีในสภาพอากาศเย็น ลำต้นมีขนาดสั้นอยู่ระหว่างรากและก้านใบ ก้านใบอวบหนาเป็นสันชัดเจน โคนก้านใบกว้างมีสารอาหารประเภทแป้งสูง ส่วนใบประกอบด้วยสาร Apiin ที่ทำให้เกิดกลิ่นและรสชาติในใบเซเลอรี่

เซเลอรี่มีวิตามินเอ โพแทสเซียม โซเดียม ให้แคลอรี่ในปริมาณต่ำ สรรพคุณช่วยลดความดันโลหิต ลดคอเลสเตอรอลในเลือด สามารถป้องกันโรคมะเร็งเพราะมีโซเดียมต่ำ

5.สลัดใบแดง (RED CORAL) 

red-coral

ผักกาดหอมใบแดง หรือสลัดใบแดง เป็นพืชที่นิยมบริโภคสด โดยเฉพาะในสลัด หรือกินกับยำ นำมาตกแต่งในจานอาหาร แต่สามารถรับประทานได้ในบางชนิด ผักกาดหอมใบแดง มีน้ำเป็นองค์ประกอบ และมีวิตามินซีสูง นอกจากนี้ยังให้ฮีโมโกลบิน (hemoglobin) ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง บรรเทาอาการท้องผูก เหมาะสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน

6.มะเขือเทศเชอรี่ (Fancy Cherry Tomatoes)

img_34551

หรือที่นิยมเรียกอีกชื่อหนึ่งว่ามะเขือเทศแฟนซีห้าสี มะเขือเทศชนิดนี้เป็นมะเขือเทศที่มีขนาดเล็กที่สุด เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร ลักษณะผลกลมคล้ายลูกพลับลูกแพร รสชาดหวานเข้มกว่ามะเขือเทศชนิดอื่นๆ มะเขือเทศเชอรี่โครงการหลวงแบ่งแยกได้ถึง 5 เฉดสี คือ สีชอคโกแลต สีเหลือง สีส้ม สีแดง และสีชมพู นอกจากความสวยงามจากสีของมะเขือเทศเชอรี่แล้ว มะเขือเทศเชอรี่แต่ละสียังอุดมด้วยคุณประโยชน์และมากด้วยคุณค่าสารอาหารที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายรูปแบบ อีกทั้งมะเขือเทศยังมีกรดอะมิโนกลูตามิกสูง ซึ่งเป็นกรดอะมิโนตัวเดียวกับที่อยู่ในผงชูรส จึงทำให้มะเขือเทศช่วยเพิ่มรสชาดให้อาหารทุกชนิด

มะเขือเทศสีชอคโกแลตหรือสีน้ำตาล จะมีสารแอนโทไชยานิน และฟีโนลิค มีคุณประโยชน์ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ป้องกันโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคเสื่อมที่เกี่ยวข้องกับอายุ โรคเบาหวาน โรคอ้วน และช่วยบำรุงสายตา

มะเขือเทศสีเหลืองและสีส้ม อุดมด้วยวิตามินซี แคโรทีนอยด์ และไปโอฟลาโวนอยด์ ซึ่งมีประโยชน์ต่อหัวใจ การมองเห็น ระบบทางเดินปัสสาวะ และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยยังลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งบางชนิดได้ นอกจากนี้มะเขือเทศสีส้มยังมีไลโคพีนชนิด cis-lycopene ที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้งานได้มากกว่าไลโคฟีนที่ได้จากมะเขือเทศสีแดง

มะเขือเทศสีแดงและสีชมพู มีไลโคฟีน และแอนโทไชยานิน ข่วยกระตุ้นหัวใจ ระบบทางเดินปัสสาวะ ช่วยเรื่องความจำ และความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งบางชนิด

7.ฟักทองญี่ปุ่น [Japanese Pumkin]

%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99

จัดเป็นพืช ตระกูลแตง เป็นพืชล้มลุก ลำต้นเป็นเถาเลื้อย ตามพื้นดิน ยาว 20-30 ฟุต ผลมีสีเขียว รูปทรงกลมค่อนข้างแบน เนื้อแน่นแข็ง ฟักทองอ่อนเนื้อสีเหลือง เมื่อแก่เนื้อจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม รสเข้ม ให้รสหวาน เนื้อเนียน และเหนียวกว่าฟักทองปกติ
ฟักทองญี่ปุ่นมีเบต้าแคโรทีน ซึ่งจะเปลี่ยนรูปเป็นวิตามินเอ ช่วยป้องกัน ธาตุเหล็ก วิตามินซี วิตามินบี 1 และวิตามินบี 2 ให้ใยอาหารสูง ไขมันน้อย และแคลอรี่ต่ำ เหมาะเป็นอาหารควบคุมน้ำหนัก ช่วยบำรุงตับ ไต และสายตา

ฟักทองญี่ปุ่นสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายชนิด เช่น ผสมกับผักทานกับสลัด แกงเลียง ผัด แกงเผ็ด ต้มจิ้มน้ำพริก หรือต้มคลุกน้ำตาล รับประทานคล้ายขนมหวาน เช่น ฟักทองแกงบวด สังขยาฟักทอง ฟักทองเชื่อม ทำเค้ก พาย ฯลฯ

8.ต้นหอมญี่ปุ่น [ Japanese Bunching Onions]

japanese-bunching-onions

ดูเผินๆคล้ายกับต้นหอมทั่วไปแต่มีขนาดใหญ่กว่า ทรงต้นสูงกว่าหอมหัวใหญ่ ลักษณะทั่วไปลำต้นจะมีลักษณะเป็นแผ่นอยู่ระหว่างรากและใบ ใบมีลักษณะเป็นหลอดยาว คล้ายใบหอมขนาดใหญ่ และใบจะมีสีซีดกว่าต้นหอมทั่วไป

ต้นหอมญี่ปุ่นอุดมด้วยคุณค่าทางอาหาร มีแคลเซียมและฟอสฟอรัส รวมถึงวิตามิน A C และ K ช่วยป้องกันหลอดเลือดหัวใจตีบ ลดคลอเลสเตอรอล และความดันโลหิต นอกจากนี้ ต้นหอมญี่ปุ่นยังนับเป็นพืชที่ประกอบอาหารได้หลากหลายชนิด บ้างก็นิยมรับประทานดิบ บ้างนิยมนำไปดอง ยัดไส้ แกงจืด ผัดกับไข่ และเนื้อสัตว์ เช่น หมู ไก่ รวมถึงทานกับสลัด หรือนำมาชิ้แต่งจานอาหารเพื่อเพิ่มความสวยงาม

9.แครอท (CARROT) 

carrot

เป็นพืชที่ให้คุณค่าวิตามิน เกลือแร่ และกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายมากมายหลายชนิด และที่สำคัญ คือ สารเบต้าแคโรทีน ที่สามารถป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยบำรุงสายตา ผิวพรรณ และระบบประสาท สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด เช่น ต้มซุป ผัด หรือรับประทานสดในสลัด

10.กะหล่ำดอกโรมาเนสโก (Romanesco) 

romanesco1

จัดอยู่ในวงศ์เดียวกับกะหล่ำปลีและบล็อกโคลี่ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brassica oleracea var. botrytis L. หรือชื่อภาษาไทย คือ กะหล่ำดอกเจดีย์ เป็นพืชล้มลุก  ลักษณะคล้ายกะหล่ำดอกทั่วไป แต่ในส่วนของดอกจะแปลกตากว่า เพราะมีดอกสีเขียวเล็กๆ ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ดูสวยงามคล้ายทรงของเจดีย์

เริ่มแรกทางโครงการหลวงได้นำกะหล่ำดอกโรมาเนสโกจากต่างประเทศเข้ามาปลูกเป็นแปลงสาธิตที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ต่อมาได้ย้ายมาปลูกเพื่อสร้างเสริมรายได้ให้กับชาวบ้านในพื้นที่โครงการหลวงแม่ปูนหลวง จ.เชียงราย โดยการปลูกกะหล่ำดอกโรมาเนสโกนั้น จะต้องปลูกบริเวณที่มีอากาศหนาว และอยู่บนพื้นที่สูงตั้งแต่ 1,000 เมตรขึ้นไป เนื่องจากสภาพอากาศเช่นนี้จะทำให้ผลผลิตออกมามีดอกที่สวยงามมากยิ่งขึ้น โดยจะออกดอกมากสุดในช่วงเดือนธันวาคม

วิธีการนำมาปรุงอาหารจะใช้บริเวณส่วนดอก มักจะนิยมนำมาผัด แกง หรือลวกทานคู่กับน้ำพริก ซึ่งจะต้องนำไปลวกให้นุ่มเสียก่อน เพราะกะหล่ำดอกโรมาเนสโก จะมีลักษณะดอกที่แข็งกว่ากะหล่ำดอกทั่วไป และเมื่อปรุงอาหารแล้วจะมีกลิ่นหอมชวนน่ารับประทาน

11.ARTICHOKE

artichoke

มีถิ่นกำเนินในยุโรปและเจริญอยู่ทั่วในเขตอบอุ่นแถบเมติเตอร์เรเนียนของอเมริกาเหนือและยุโรปใต้ เนื่องจากไม่ทนต่อสภาพน้ำค้างแข็ง เป็นพืชข้ามปีมีอายุ 5 – 10 ปี ทรงต้นขนาดใหญ่ มีความสูง 90 – 120 เซนติเมตร ทรงพุ่มกว้าง 180 เซนติเมตร ซึงจะเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเดือน มีนาคม – พฤษภาคม

โดยจะบริโภคดอกอ่อนที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 เซนติเมตร ดอกอ่อนจะมีรสชาติดี ปรุงอาหารโดยวิธีการต้มหรือนึ่งและใช้ส่วนโคนของส่วนที่คล้ายกลีบดอกซึ่งค่อนข้างหนาและส่วนฐานของกลีบดอกอ่อนเป็นอาหารซึ่งนอกจากจะเป็นอาหารเสริมแล้วยังมีสรรพคุณทางยา ดังนี้
1. ช่วยบำรุง กระตุ้นการทำงานของตับซึ่งตับเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย
2. กระตุ้น การสร้างน้ำดีของตับ ทำให้มีประสิทธิภาพในการลดไขมันหรือคลอเลสเตอร์รอลในเลือดได้ดี
3. เสริมสร้างการทำงานของถุงน้ำดี ช่วยสร้างน้ำดีป้องกันถุงน้ำดีอักเสบ
4. ช่วยป้องกันตับอักเสบ อันเป็นสาเหตุของโรคดีช่าน (Jaundice) และโรคตับแข็ง (Cirrhosis) นอกจากนี้ในประเทศบราซิล อาร์ติโช๊คจัดว่าเป็นยาสมุนไพรพื้นฐานหรือยาพื้นบ้าน ที่ใช้ในการรักษาอาการเจ็บป่วยของตับโดยเฉพาะ และโรคอื่นหลายโรค ได้อย่างกว้างขวาง เช่น โรคโลหิตจาง เบาหวาน ไข้ รักษาบาดแผล และเก๊าท์

12.Portobello Mushroom หรือ เห็ดกระดุมสีน้ำตาล 

portobello-mushroom-300x225

มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Agaricus bisporus (Lange) Sing จัดอยู่ในตระกูลของเห็ดกระดุม ซึ่งมีอยู่หลายชนิดเช่น เห็ดแชญปิยอง เห็ดบราซิลอาย และเห็ดโครมาตัส เห็ดพอตโตเบลโล่เป็นเห็ดที่เพาะเลี้ยงในภูมิประเทศที่มีอากาศหนาว มีลักษณะดอกเห็ดสีน้ำตาล ขนาดดอก 2-6 นิ้ว สามารถให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ในดอกเห็ดเห็ดพอตโตเบลโล่มีเอนไซม์ช่วยในการย่อยอาหาร ช่วยลดความดันโลหิตสูง และใช้ในการคลายความตื่นตระหนก อีกทั้งยังช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งอีกด้วย เห็ดพอตโตเบลโล่สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายเมนูเช่น เห็ด Portobello ทอดซีอิ๊ว, ซุปเห็ด Portobello น้ำแดง, เห็ด Portobello ผัดน้ำมันหอย, เห็ด Portobello ย่าง และแฮมเบอเกอร์เห็ด Portobelloฯลฯ

13.กะหล่ำปลี (Cabbage)

cabbage

มีเยื่อใยสูง อุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน มีสารซัลเฟอร์ (sulfur) ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ การกินกะหล่ำปลีบ่อยๆ ลดโอกาสเป็นโรคมะเร็งในลำไส้ มะเร็งในช่องท้อง ลดระดับคอเลสเตอรอล นิยมรับประทานสด กินแกล้มกับลาบ ส้มตำ อาหารประเภทยำ ใส่ในสลัด ผัดหรือทำแกงจืดหรือกะหล่ำปลีดอง

14.ถั่วลันเตาหวาน (Sugar Snap Pea)

sugar-snap-pea1

เป็นผักสำหรับรับประทานฝักสด มีเนื้อฝักหนา รสหวานกรอบ ฝักมีสีเขียวอ่อน มีเมล็ดเล็กๆ เรียงอยู่ภายใน ถั่วลันเตาหวานเป็นพืชที่มีการใยอาหารหรือไฟเบอร์สูง ช่วยให้ระบบย่อยอาหารเป็นไปตามปกติ มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสในปริมาณสูง เหมาะอย่างยิ่งต่อการบำรุงกระดูกและฟัน

15.แรดิช (Radish)

radish

เป็นพืชที่มีรากสะสมอาหารอยู่ใต้ดิน ลักษณะกลมหรือรูปไข่ ผิวสีแดง เนื้อในสีขาวมีกลิ่นฉุนเล็กน้อย ประกอบด้วยธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และคาร์โบไฮเดรตสูง แต่มีวิตามินชนิดต่างๆ ต่ำ นิยมนำมารับประทานสดในสลัด ต้มซุป ต้มจืด

16.กะหล่ำดาว (Brussels Sprouts) 

brussels-sprouts1

ประกอบด้วยวิตามินหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินซี ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ยับยั้งสารก่อมะเร็ง มีสารอาหารที่มีประโยชน์ เช่น กากใยอาหาร แคลเซียม วิตามินซี วิตามินเค ธาตุเหล็ก และเบต้าแคโรทีน

17.กะหล่ำปลีซาวอย  (Savoy cabbage) 

savoy-cabbage

กะหล่ำปลีซาวอย มีลักษณะคล้ายกะหล่ำปลี ใบหยิกย่น และกรอบกว่าเล็กน้อย  เป็นพืชที่มีเยื่อใยอาหารสูง และอุดมไปด้วยคุณค่าสารอาหารหลายชนิด เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต โซเดียม วิตามินซี ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน มีสารซัลเฟอร์ (sulfer) ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ ลดระดับคลอเรสเตอรอลและช่วยระงับประสาท  นิยมรับประทานสด เช่น ใส่สลัด  หรือนำมาตกแต่งจานอาหาร

18.เนสเตอร์เตียม (Nasturtium, Indian Cress) 

nasturtium1

แปลว่า กลิ่นเตะจมูก  (nose twister)  มีถิ่นกำเนิดแถบประเทศเม็กซิโกตอนใต้จนถึงชิลี บริเวณเทือกเขาแอนดีส เนื่องจากดอกมีกลิ่นหอมแรง ดอกและใบใช้รับประทานได้ ใบอ่อนและดอกบานใช้ใส่ในสลัด ใบมีรูปร่างคล้ายใบบัวเล็กๆ ขอบใบมีคลื่นเล็กน้อย ใบมีรสเผ็ด จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า Indian Cress

19.สวีทแรดิช Sweet Radish 

sweet-radish

สวีทแรดิชเป็นพืชหัวแบบหัวไชเท้ามีหลากหลายสายพันธุ์ มีหลากหลายสี เช่น สีแดง สีชมพู สีม่วง และสีเขียว เป็นต้น ซึ่งแต่ละสีก็จะให้คุณประโยชน์ที่แตกต่างกัน

สวีทแรดิช อุดมไปด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และวิตามินซี กินสด ๆ เป็นประจำ มีสรรพคุณทางยา ช่วยป้องกันหวัดและทางเดินหายใจอักเสบ ช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน กระตุ้นปัสสาวะ เป็นยาระบายอ่อน ๆ รักษาโรคระบบทางเดินหายใจ โรคดีซ่าน สวีทแรดิช สามารถทานสดได้ นำไปประกอบเป็นอาหารได้หลายชนิด เช่น ใส่ในสลัด ต้มจืด ทานเคียงอาหารประเภทเนื้อ คั้นน้ำรับประทาน และใช้ประดับตกแต่งจานอาหาร เพื่อให้เกิดความสวยงาม

20.มะระรูปหัวใจ (Heart shape Bitter Gourd)

heart-shape-bitter-gourd

ผลเป็นรูปหัวใจ  สีเขียวสด ผิวมัน ขนาดผล 8 ซม. กว้าง 5-6 ซม. ให้ผลผลิต 8-10 กิโลกรัม ต่อต้น น้ำหนักผลเพียง 200 กรัมเท่านั้น รสชาติไม่ขมมาก และเนื้อกรอบ มะระรูปหัวใจมีสารโมโมดิซิน (Momodicine) ฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินซี วิตามินบี1 – บี3 เบต้าแคโรทีน  ไฟเบอร์ ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม และมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค และช่วยปกป้องเซลล์จากการทำลายของสารก่อมะเร็งต่างๆ อีกด้วย

การเลือกซื้อ มะระรูปหัวใจ ให้เลือกผลที่สีเขียวสด ผิวมัน สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายประเภท เช่น ต้มจืดมะระ มะระผัดไข่ มะระผัดเผ็ด ใช้ทานเคียงกับน้ำพริก กุ้งแช่น้ำปลา หรือนำไปตกแต่งจานอาหารเพื่อให้เกิดความสวยงามแปลกตา

21.ผักกาดหัวญี่ปุ่น (Japanese Radish)

japanese-radish

ผักกากหัวญี่ปุ่นหรือหัวไซเท้า เป็นสายพันธุ์ใหม่จากญี่ปุ่น หัวใหญ่ ได้รับความนิยมและมีประโยชน์หลายอย่าง สามารถรับประทานได้ทั้งแบบดิบ แบบปรุงสุก หรือสามารถทำเป็น “Daikon-oroshi” ใช้ลดความมันของอาหารประเภทปลาย่าง หรือเทมปุระได้ หัวไชเท้าญี่ปุ่น มีลักษณะผิวเรียบ ผิวมีสีขาว บริเวณใกล้ขั้วมีสีเขียวอ่อน รูปทรงเรียวยาว และเนื้อในของหัวไชเท้าจะเป็นสีขาว ไม่มีเสี้ยน

หัวไชเท้าญี่ปุ่นมีวิตามินซี โพแทสเซียม โฟเลต และแมกนีเซียมสูง เลือกซื้อหัวไชเท้าญี่ปุ่นให้เลือกที่เนื้อแน่น ผิวเรียบ ไม่มีรอยช้ำ สามารถรับประทานได้ทั้งแบบดิบหรือแบบปรุงสุก ในส่วนด้านปลายของหัวไชเท้านั้นจะมีรสเผ็ดจัดกว่าอีกด้านหนึ่ง เมื่อนำมาปรุงอาหารรสเผ็ดนั้นจะหายไปเปลี่ยนเป็นความหวาน ส่วนสีเขียวด้านบนมีคุณค่าทางโภชนาการมาก นิยมนำหัวไชเท้าไปต้ม และใส่ในซุป หรือนำไปทำผักดอง เป็นต้น

22.พริกหวานสีแดง  (Red Sweet Pepper)

red-sweet-pepper

ประกอบไปด้วยสารจำพวกแคโรทีนอยด์ ชื่อ ไลโคพีน (Lycopene) ที่ให้สีแดงแก่พืชผัก แหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ ช่วยด้านการมองเห็น การเจริญเติบโต และการแบ่งตัวของเซลล์หัวใจ ปอด ไต และอวัยวะอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีวิตามินซี ช่วยการดูดซึมของธาตุเหล็ก วิตามินบี 6 ช่วยขับปัสสาวะตามธรรมชาติ และยังมีแมกนีเซียมและแร่ธาตุต่าง ๆ   ถือเป็น super food ซึ่งเป็นหนึ่งในผักที่มีไลโคปีนสูงที่สุด ได้รับการทดสอบ และประสบความสำเร็จในการป้องกันมะเร็งหลายชนิดรวม เช่น ต่อมลูกหมาก และปอด


23.บีทรูท (Beet Root)

beet-root-s

บีทรูท มีสารสีแดงที่มีชื่อว่า บีทานิน (Betanin) ซึ่งเป็น กรดอะมิโน เป็นตัวช่วยยับยั้งการเกิดโรคมะเร็ง ช่วยลดการเติบโตของเนื้องอกได้ แถมยังทำให้เลือดลมและระบบการไหลเวียนของเลือดทำงานได้ดีมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีสารสีม่วงที่มีชื่อว่า แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็น สารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดสารก่อมะเร็ง และช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและอัมพาตได้ และเนื้อของบีทรูทเต็มไปด้วยวิตามินเอ วิตามินบีรวม บีทรูทสามารถนำไปใช้ปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น สลัดน้ำบีทรูท ขนมเค้กบีทรูท เยลลี่บีทรูท  พุดดิ้งนมสดบีทรูท พาสต้า และไอศกรีม เป็นต้น

24.กะหล่ำปลีม่วง (Red/Purple Cabbage)

mg_4545-275x300

มีสารกลุ่มเบตาเลน ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและสร้างเสริมอินซูลินในร่างกาย ช่วยต้านการอักเสบได้ดี นอกจากนี้ยังมีสารอินไทบินที่ทำให้กะหล่ำปลีม่วงมีรสขมกว่ากะหล่ำปลีสีเขียว แต่สารดังกล่าวช่วยกระตุ้นให้เลือดไปหล่อเลี้ยงตับ ถุงน้ำดี และกระเพาะอาหารได้ดีขึ้น รวมทั้งยังอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก และสารเอส-มีไทล์เมทิโอนีนหรือ วิตามินยู ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยให้การหลั่งของน้ำย่อยเป็นปกติ นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในลำไส้ได้ และช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญของฮอร์โมนเอสโทรเจนในร่างกาย กะหล่ำปลีม่วงมีปริมาณวิตามินซีสูงกว่ากะหล่ำปลีสีเขียวถึงสองเท่าช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟันได้ดี การบริโภคกะหล่ำปลีม่วงนั้นนิยมรับประทานสด เช่นหั่นฝอยเพื่อเพิ่มสีสันและคุณประโยชน์ในสลัด

25.ไมโครกรีน (Micro Greens)

micro-greens

มูลนิธิโครงการหลวงได้พัฒนาผลผลิตหลายชนิดในรูปแบบไมโครกรีน เช่น โอ๊คลีฟเขียว โอ๊คลีฟแดง คอสสลัด เครส และผักโขมแดง โดยอยู่ในรูปแบบของต้นกล้าขนาดเล็กที่เพาะจากเมล็ด และเจริญเติบโตจนมีใบจริง 2-3 ใบ ขนาดความสูงของต้นกล้าประมาณ 2-3 นิ้ว

คุณค่าของอาหารขึ้นอยู่กับชนิดของไมโครกรีนที่บริโภค ทั้งนี้ พบว่าไมโครกรีน อุดมไปด้วยสารอาหาร เช่น วินตามิน C, E, K, beta carotene และสารซัลโฟลาแฟน เป็นต้น  การเลือกซื้อและประกอบอาหาร ควรเลือกซื้อผลผลิตที่ยังสด ก่อนรับประทานควรล้างน้ำให้สะอาด ทั้งยังสามารถใช้ประกอบของอาหาร เช่น ใส่ในสลัด ยำ แซนวิช และใช้ตกแต่งในจานอาหาร เพื่อเพิ่มความสวยงาม

26.ข้าวโพดหวานสองสี  (Sweet Corn)

sweet-corn

เป็นพืชที่มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายตัว เช่น กลุ่ม Lutein และ Zeaxanthin  ช่วยชะลอปัญหาจอประสาทตาเสื่อมหรือตาบอดจากจอตาเสื่อม มีวิตามินเอสูงช่วยบำรุงสายตา มีสาร beta-carotene ช่วยสร้างสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอในการเสื่อมสภาพของร่างกาย มีกรด Ferulic ช่วยป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง และการเกิดโรคหัวใจเส้นใยในข้าวโพดยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารเพื่อสุขภาพจึงลดความเสี่ยงของโรค มะเร็งลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้ยังให้พลังงานสูง มีปริมาณโปรตีนและธาตุอาหาร เช่น ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ไทอามิน 

27.ข้าวโพดหวานสีม่วง (Purple Sweet Corn)

%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%871

ข้าวโพดหวานสีม่วง เป็นข้าวโพดหวานพันธุ์ใหม่ที่มูลนิธิโครงการหลวงได้นำพันธุ์มาทดสอบ และคัดเลือกเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภคนอกเหนือจากจากข้าวโพดหวานสองสี มีความหวานสูง 15 Brix ขนาดฝักหลังปอกเปลือกยาว 18-20 เซนติเมตร กว้าง 5.3-5.5 เซนติเมตร และที่สำคัญมีสารแอนโทไซยานินในปริมาณสูง

คุณค่าทางโภชนาการ แอนโทไซยานิที่มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าวิตามินซีและอีถึง 2 เท่า ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน นอกจากนี้ยังสามารถลดการอักเสบ ช่วยปกป้องหลอดเลือด กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ลดโคเลสเตอรอลในเลือด จึงลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ

🙂

Shares
Shares

Nackna